นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์ เปิด เผยภายหลังเข้าพบนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์จะขอเรื่องข้าวกลับไปดูแลเองทั้งหมดว่า นายกรัฐมนตรียังไม่ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์นำเรื่องข้าวกลับไปดูแลตามเดิม แต่มอบหมายให้ ตนเข้ามาร่วมเป็นกรรมการทั้ง 3 คณะคือ คณะกรรมการรับจำนำข้าว คณะกรรมการแปรสภาพ และคณะกรรมการระบายและจำหน่ายข้าว ซึ่งถือ ว่าเป็นเรื่องที่ดี และเห็นด้วยที่ยังมีคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการข้าว

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่มีมากถึงเกือบ 4 ล้านตัน โดยเป็นข้าวเก่าในสต๊อก 2.1 ล้านตัน และข้าวใหม่ที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2551 อีกเกือบ 2 ล้านตัน ซึ่งจะระบายออกจากสต๊อกทั้งหมด เพื่อเตรียมรองรับข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่ที่จะออกมาช่วงเดือน พ.ย.นี้ ที่คาดว่าจะมีข้าวเปลือกเข้าสู่ตลาดมากกว่า 10 ล้านตัน

สำหรับวิธีการระบายข้าวในสต๊อกทั้งหมดจะไม่ใช้วิธีการเปิดประมูลให้ผู้ส่งออกยื่นซองเสนอราคาขายเหมือนที่ผ่านมา แต่จะใช้วิธีการขายให้กับผู้ส่งออกตามราคาที่รัฐบาลตั้งไว้ ซึ่งจะไม่ต่ำกว่าต้นทุนการรับจำนำที่ตันละ 14,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ส่งออกจะต้องมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศมายืนยัน และจะเป็นการขายพ่วงทั้งข้าวเก่าและข้าวใหม่ ตามแนวคิดของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ขายข้าวสูตรผสมออกต่างประเทศ ส่วนคำสั่งซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จะมอบให้ภาคเอกชนไปติดต่อทำตลาดเอง รัฐบาลมีหน้าที่ขายข้าวในสต๊อก 4 ล้านตันทั้งหมดให้กับผู้ส่งออกเท่านั้น 

“นายกฯมีความเห็นพ้องถึงรูปแบบการขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลว่าจะไม่ขายแบบจีทูจีอีก เพราะจะเกิดปัญหา โดยเฉพาะการเก็บเงิน ซึ่งปัจจุบันยังมีหนี้ค้างอยู่มาก และผมกำลังติดตามรายละเอียดเพื่อทวงหนี้ จากนี้ไปการระบายข้าวจะให้เอกชนดำเนินการแทน โดยในสัปดาห์นี้จะหารือกับผู้ส่งออกข้าวต่อไป เพราะใกล้ครบ 3 เดือนของการรับจำนำแล้ว จำเป็นต้องระบายทั้งหมดออกไปโดยเร็ว หากช้าจะราคาตก และราคาต้องไม่ต่ำกว่าตันละ 14,000 บาท และยืนยันว่าจะไม่เปิดประมูลแน่นอน”

สำหรับการจัดสร้างไซโลเพื่อเก็บข้าวนั้น นายไชยากล่าวว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเกษตรกรจึงมีนโยบายที่จะหาเงินมาให้ เกษตรกร เพื่อนำไปจัดสร้างไซโลที่ได้มาตรฐาน ควบคุมอุณหภูมิได้ เพื่อเก็บข้าวเปลือกได้นาน โดยให้เกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มในรูปของสหกรณ์ หรือจัดทำเป็นรายอำเภอ รายจังหวัด เป็นต้น นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า หาก รมว.พาณิชย์ กำหนดวิธีการระบายข้าวผ่านการให้ผู้ส่งออกเสนอซื้อแทนการเปิดประมูลทั่วไปนั้น ต้องขึ้นกับความจริงใจของผู้เกี่ยวข้อง และแนวทางบริหารจัดการ เพราะอาจเกิดคำถามในสังคม แม้ว่าจะเกิดความผิดปกติหรือไม่ก็ตาม เช่น กรณีกำหนดราคาต่ำมาก อาจถูกมองว่า นอกจากราคาซื้อข้าวแล้วยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ผู้ส่งออกต้องจ่าย ทำไมจึงกำหนดราคาต่ำ แต่ในความเป็นจริงราคาข้าวในตลาดกำลังลดลง การซื้อราคาต่ำอาจไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ขณะที่การประมูลมีความโปร่งใสมากกว่า 

“ตอนนี้วิธีการระบายยังสับสนอยู่ แต่ ประเด็นที่สนใจอยู่ที่เรื่องของราคา เพราะตลาดซบเซามาก ข้าวเวียดนามตันละ 570 เหรียญสหรัฐฯ ข้าวไทยเฉลี่ยตันละ 700 เหรียญฯ ทำให้ออเดอร์เดือน ก.ย. หายไปหมดและยอดส่งออกเดือน ส.ค. ก็คงจะลดลง ถ้ารัฐต้องการให้เอกชนซื้อในราคาสูงเกินราคารับจำนำ คงเป็นเรื่องยากที่เอกชนจะรับได้ ส่วนวิธีการระบายมองว่า การประมูลโปร่งใสดี ใครอยากได้เท่าใดก็เสนอมา แต่ถ้าเป็นแบบให้ผู้ส่งออกเสนอซื้อก่อน ต่อให้ไม่มีอะไรก็จะถูกสังคมตั้งคำถามว่าทำไมได้ราคาต่ำ”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากวงการค้าข้าวว่า วงการค้าข้าวส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลด้วยการขายตรงให้ผู้ส่งออก โดยไม่เปิดประมูลเหมือนที่ผ่านมา เพราะอาจเป็นช่องทางให้มีการคอรัปชัน หรือมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการข้าว เพื่อให้ตนสามารถซื้อข้าวจากรัฐบาลได้แทนผู้ส่งออกรายอื่น ขณะเดียวกัน ยังกำลังจับตานโยบายการจัดทำ 1 ไซโล 1 จังหวัด ของนายก-รัฐมนตรี โดยให้สหกรณ์การเกษตรเป็นผู้ดูแลนั้น จะเป็นการโยกงานการดูแลสต๊อกข้าวขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ไปอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะทำให้การระบายข้าวง่ายขึ้น เพราะกระทรวงพาณิชย์ และ อคส. มีการทำงานหลายขั้นตอน และมีกฎระเบียบมากกว่า.